3

ความรัก กะ รองเท้าที่ไม่พอดี

Posted by kukky on ก.ย. 27, 2009 in ความรัก

วันหนึ่ง ………ฉันอยากได้รองเท้า ฉันเดินเข้าไปในร้านที่มีรองเท้าหลากสี-หลายแบบวางเรียงราย

ร้ า น แ ล้ ว ร้ า น เ ล่ า

แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รองเท้าถูกใจกลับไปด้วยแม้แต่คู่เดียว

เลือกแล้ว__________ เลือกอีกจนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้ากระจกร้านหรูแห่งหนึ่ง

รองเท้าส้นสูงสีส้มคู่นั้นสะท้อนเงาเฉิดฉายผ่านกระจกออกมาแตะตาฉันตั้งแต่แรกเห็น

มันช่างเป็นรองเท้าที่สวยจนอยากมีไว้ประดับคู่เท้าในทุกย่างก้าว

โดยไม่รอรี……ฉันเดินตรงลิ่วเข้าไปหามัน

แม้ป้ายราคาเล็ก-เล็กที่ติดเอาไว้จะบอกราคาที่ไม่เล็กนัก

แต่ฉันไม่ลังเลสักนิดเดียวที่จะจ่ายเงินจำนวนนั้นออก
ไปเพื่อให้ได้รองเท้าที่ถูกใจที่สุดในวันนี้

‘แน่นนิดนึงนะคะ…มีคู่ใหม่ที่ใหญ่กว่านี้มั้ย’

ฉันถามพนักงานขายขณะที่กำลังพยายามสอดเท้าลงไป
ในรองเท้าคู่สวยให้พอดี แล้วพบว่ามันพอดิบ-พอดี

จนขยับเท้าไม่ได้

‘ไม่มีหรอกค่ะ….เรามีแบบละคู่เท่านั้น รับรองว่า
ใส่แล้วไม่ซ้ำแบบใคร’

พนักงานขายเสนอข้อได้เปรียบในการซื้อสินค้า

‘แต่ดิฉันว่าใส่แล้วก็พอดีนะคะ เผื่อมันยืดออกอีกนิดหน่อย’

เธอยังคงเสนอต่อเมื่อเห็นแววตาที่ฉันชื่นชมสินค้าของเธอ

- – เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านด้วยรอยยิ้มกรุ่นพร้อมกับ
รองเท้าคู่สวยที่อยู่ในมือ – -

ฉันจัดแจงโยนรองเท้าผ้าใบคู่เก่าที่ใส่มาแรมปีทิ้งไป
อย่างไม่แยแส

วันรุ่งขึ้น ………… ..ฉันออกเดินด้วยรองเท้า
คู่ใหม่อย่างเฉิดฉาย

ยิ่งมีใครต่อใครชมว่ามันสวยนักหนาฉันก็ยิ่งปลื้มใจ

ทว่าไม่ทันข้ามวันรองเท้าเจ้ากรรมก็แผลงฤทธิ์จนฉัน
เดินโขยกเขยก

และเย็นวันนั้นฉันก็ต้องกลับมาบ้านพร้อมกับเท้าที่ระบม

ห า ก ชี วิ ต ค น เ ร า เ ป็ น เ ห มื อ น
ก า ร เดิ น ท า ง ไ ก ล

ความรัก ____________ _____ก็คงเป็นเหมือน
รองเท้า

แ ท้ ที่ จ ริ ง แ ล้ ว น่ ะ น ะ

………… ..

ฉันว่าคนเราไม่ได้ต้องการ   ’รองเท้าสวย’  มากไปกว่า  - – รองเท้าที่ใส่สบาย – - แต่ก็นั่นแหละ

ใคร-ใครก็ย่อมชอบรองเท้าสวย-สวยด้วยกันทั้งนั้น

ถึงไม่น่าแปลกที่หลายคนมักตัดสินใจซื้อรองเท้าเพราะ  ว่า ‘มันสวย ‘ มากกว่า ‘มันพอดีกับเท้า’

และแม้มันจะใส่แล้วคับไปนิด…อึดอัดไปหน่อยก็ยังไม่ วางมือ

เหตุเพราะว่า____________ ___มันสวยถูกใจ

หรือแม้มันจะราคาแพงลิบลิ่วก็ยังอยากเป็นเจ้าของให้ได้

- – - หากว่าเราต้องเดินทางอีกไกล – - -

แม้จะมีรองเท้าสวยหรู ราคาแพง ยี่ห้อแบรนด์เนม
มันก็คงไม่มีประโยชน์

แม้จะสวยแค่ไหนแต่ถ้ามันทำเท้าเราเจ็บ…สุดท้ายก็
คงต้องถอดมันออก

เพราะถ้าขืนเราเดินทั้งเท้าเจ็บ-เจ็บเราคงไปไม่ถึง
ปลายหนทาง

ค ว า ม รั ก ก็ เ ช่ น กั น

เราอาจใฝ่ฝันที่จะมีคนรักสวย รวย เก่ง ฉลาด เลิศ หรู

….. แต่ความจริงแล้ว ….

เราเพียงต้องการคน-คนนั้นเพื่อให้ตัวเราดูดีขึ้นมาเท่า
นั้นเอง

ฉันว่านะ….รองเท้าที่ใส่แล้วสบายไม่จำเป็นต้อง
สวยเด่นอะไร

เพราะฉะนั้น

คนที่จะมาจับจูงมือเราไปตลอดทางของชีวิตก็ไม่จำเป็น
ต้องเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดจนใครนึกอิจฉา
แต่คงเป็น…คนที่เค้ารักเรา ดูแลเรา ดีต่อเราเข้าใจเราไม่ทำให้เราเจ็บ
ไม่ทำให้เสียใจ ซะมากกว่า…

บางที…การใส่รองเท้าที่เดินแล้วสบายมันอาจทำให้
เรามีความสุขมากกว่า

เพราะฉันเชื่อว่ามันจะพาเราไปจนถึงจุดหมาย

โดยที่เราไม่ต้องเจ็บเท้าและนึกอยากจะโยนมันทิ้งไป
เสียให้รู้แล้วรู้รอด

ตลอดการเดินทาง…

 
0

อยากได้คนรักแบบไหน

Posted by kukky on ก.ค. 21, 2009 in ความรัก

ถ้าถามว่า อยากได้ คนรักแบบไหน … คงจะตอบได้ว่า อยากจะได้คนรัก แบบเพื่อน

คนเรานั้นความจริงแล้ว เกิดมาเพื่อหามิตรแท้ ถ้าเราพบใครสักคนที่เป็นมิตรแท้ของเรา เป็นเพื่อนของเราอย่างแท้จริง เป็นคู่ทุกข์ คู่ยาก คู่สุข คู่สม ในทุกเรื่องราวแล้ว ชีวิตนี้ ก็คงไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

ถ้าอยากจะหาคู่แท้ คู่ชีวิต หาคนที่จะเป็นคู่คิด มิตรคู่กาย อาจจะหาได้ยาก

อาจจะต้องใช้เวลานานในการค้นหา อาจจะต้องอดทนรอคอย อาจจะต้องพิสูจน์รักแท้ด้วย กาลเวลา

รักแท้เกิดขึ้นได้ยาก .. แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว..จะไม่จางไปตามกาลเวลา รักแรกพบอาจจะเปลี่ยนเป็นรักแท้ได้.. แต่รักแท้ส่วนใหญ่แล้ว จะไม่ใช่รักแรกพบแน่นอน

คนเรา …ต้องการ…ใครสักคน ที่จะอยู่เคียงข้างเรา

ใครจะปฏิเสธได้ว่า สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด นอกจากคนที่จะมาเป็น พ่อ หรือ แม่ ของลูกเราแล้วนั้นจะไม่ต้องการ ใครสักคน  ที่สามารถ ยืนหยัดเคียงข้างเราในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าในยามที่สำเร็จ … สมหวัง…หรือพ่ายแพ้ อย่างหมดรูป .. ถ้าคนรักของคุณ …. ถึงแม้จะไม่สนใจ..เอาใจใส่.. พูดจาไพเราะเสนาะหู.. ไม่หล่อ เท่ห์ สูง สมาร์ต หรือว่า สวย หุ่นเพรียว.. ดังใจที่คุณต้องการ

แต่ถ้าเขา และเธอ.. สามารถยืนเคียงข้างคุณได้.. ทุกสถานการณ์.. เป็น มิตรแท้… ที่แท้จริงในชีวิตของคุณ ..ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่ใช่หรือ..


ความรัก.. เมื่อมีรัก ก็ เสื่อมรักได้..
ความหลง.. เมื่อหมดรูป รส กลิ่น สี..

คุณจะหลงอะไรในตัวคนรักของคุณ…
แต่ความเข้าใจ… ไม่ทอดทิ้งกัน ความเป็นมิตรแท้ นี่สิ… ที่ไม่มีวันจะหมดไป….

ป้ายกำกับ:, , ,

 
0

อย่าหวังว่า…

Posted by kukky on ก.ค. 21, 2009 in ความรัก

อย่าหวังว่า ใครจะเป็นไปได้อย่างที่ใจเราต้องการ

เพราะตัวเราเอง บางครั้งก็ไม่ได้อย่างใจตัวเองเช่นกัน

อย่าหวังว่า..จะต้องให้ใครรักเราตลอดไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง

เพราะตัวเราเอง ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตลอดเวลาเมื่อเรารักใคร

อย่าหวังว่า..ใครจะเข้าใจเราทุกสิ่ง เพราะบางเรื่อง เราเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเท่ากัน

อย่าหวังว่า .. จะมีใครสักคนอยู่เพื่อเรา เพราะบางครั้ง เราเองก็ยังไม่รู้ว่าจะอยู่เพื่อใคร

อย่าหวังว่า..ใครคนหนึ่งจะดี และสวยงามสำหรับเราตลอดไป

เพราะเราเอง บางครั้ง ก็ไม่ได้ดีกับเขาเสมอไปไม่ใช่หรือ

อย่าหวังว่า..ใครคนหนึ่งจะหยุดชีวิตไว้ที่คุณ ถ้าคุณยังไม่พร้อมจะหยุดที่เขาเช่นกัน

MTY_026

ป้ายกำกับ:, ,

 
0

ผมและเธอบนทางเส้นขนาน

Posted by kukky on ก.ค. 21, 2009 in ความรัก

ผมบอกว่าความรักก็เหมือนกับเส้นด้ายบาง ๆ หากขาดไปแล้ว
ผูกอย่างไรก็มีปม
เธอบอกว่าความรักเหนียวแน่นคงทนกว่านั้น
มันเปรียบเสมือนผืนผ้ามากกว่า
แม้เส้นด้ายจะขาดไปสักเส้น ผ้าก็ยังเป็นผ้าได้อยู่

ผมไม่พกมือถือด้วยเหตุผลว่า
พระนเรศวรทรงกู้เอกราชได้โดยไม่ต้องใช้ มือถือ

เธอพกมือถือ2 เครื่องด้วยเหตุผลว่า
ที่ไทยเสียเอกราชไปเพราะไม่มีมือถือ

ผมใส่กางเกงตัวละ129 บาทด้วยเหตุผลว่า จะยี่ห้ออะไรก็ปิดไอ้นั่นได้มิดเหมือนกัน
เธอใส่กระโปรงราคาตัวละหลายพันบาทด้วยเหตุผลว่ามันปลอดภัย ถ้าเกิดไฟไหม้ กระโปรงที่เธอใส่เนื้อผ้าจะไม่ละลายติดเนื้อผิวของเธอ

ผมไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางอาหารระหว่างพิซซ่ากับขนมครก อะไรจะมากกว่ากันแต่ ผมว่าขนมครกอร่อยและถูกกว่าเป็นไหนๆ
เธอไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางอาหารระหว่างพิซซ่ากับขนมครก อะไรจะมากกว่ากันแต่ เธอชอบกินพิซซ่าด้วยเหตุผลที่ว่าขนมครกบางร้านเท่านั้นที่อร่อย แต่พิซซ่าฮัททุกร้านมีมาตรฐานเดียวกัน

ผมใช้ปากกาด้ามละ5 บาทด้วยเหตุผลที่ว่ายังไงมันก็เขียนได้ และมันมักจะหายไป ทุกครั้งก่อนที่ไส้จะหมด
เธอใช้ปากกายี่ห้อcross ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังไงมันก็เขียนติดกระดาษไม่ต้องสะบัดก่อนใช้ และไม่เลอะเทอะกระเป๋าเสื้อของเธอ

ผมชอบทำงานอิสระทำตามจินตนาการของตัวเองไม่ต้องให้ใครบังคับ ไม่ต้องผูกมัด กับระบบ
บัตรตอกทำงานของเธอไม่เคยขึ้นตัวแดงเธอกลับค่ำทุกวัน เพราะงานทำให้เธอมีระบบ ระเบียบและเห็นคุณค่าของชีวิต

ผมรักตัวของผมเองมากกว่าใครๆด้วยเหตุผลว่า ไม่ว่าเราจะทำดีเพื่อใครๆ มากมายขนาดไหนความสุขทางใจที่เราได้ก็ได้กับตัวเอง
เธอรักครอบครัวของเธอมากกว่าสิ่งใดๆด้วยเหตุผลว่าถ้าไม่มีพวกเขา ก็คงไม่มีเธอเกิดมาให้ป่าวประกาศว่าฉันรักตัวฉันเอง

คลื่นทะเลให้ปรัชญาแก่ผมว่า หาดทรายจะแปรเปลี่ยนไปทุกครั้งตามคลื่นที่กระทบฝั่ง แต่แม้จะเปลี่ยนอย่างไร ทรายก็ยังเป็นทราย และคลื่นก็ยังเป็นคลื่นไม่เปลี่ยน
คลื่นทะเลให้ปรัชญาแก่เธอว่า ไม่ว่าน้ำทะเลจะขึ้นจะลงอย่างไร คลื่นก็ยังขยันซัดกระทบฝั่ง

ผมบอกว่าถ้าไม่มี “ความว่าง” แล้ว “ความมี” ก็ไร้ความหมาย เพราะความมีต้องวางลงบนความว่าง
เธอบอกว่าถ้าไม่มี “ความมี” แล้ว “ความว่าง” จะมีประโยชน์อะไร มันคงไร้ความหมายเพราะมีความมี ความว่างจึงก่อเกิดการเปรียบเทียบ

คนอื่นบอกว่า ผู้หญิงรักผู้ชายจาก 0-100 แต่ผู้ชายรักผู้หญิงจาก 100-0
ผมแย้งว่าผู้หญิงรักผู้ชายแค่ 0-1 เหมือนไบนารี่ ทำดีมากมายขนาดไหนก็เป็นเพียงแค่ 1 หากผิดพลั้งไป จะเหลือเพียง 0
เธอแย้งว่าผู้หญิงรักผู้ชายไม่ใช่ 0-1 และไม่ใช่ 0-100 แต่เป็นจาก 100-200 หญิงรักชายได้ 100 และจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามที่เธอปรารถนา

ผมมองคนที่ความคิด
เธอแย้งว่าความคิดไม่ใช่นิสัย

ผมเหมือนกับแก้วใส ๆ จะเห็นคุณค่าตัวเองก็ต่อเมื่อมีเธอเป็นน้ำมาเติมเต็ม
เธอเหมือนกับน้ำใส ๆ เธอจะอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีภาชนะมารองรับ

ผมและเธอเหมือนดั่งเส้นขนาน ที่ไม่มีวันจะมาบรรจบกัน
ผมและเธอเหมือนดั่งเส้นขนาน ถึงแม้จะไม่มีวันบรรจบกัน
แต่เราก็จะตีคู่ไปด้วยกันเสมอ เพราะเธอชอบกินไข่แดง แต่ผมชอบกินไข่ขาว เราจึงอยู่ด้วยกันได้ ในไข่ใบสีน้ำเงินแห่งนี้

ป้ายกำกับ:, ,

 
0

เรื่องจริงของผู้ชายที่ต้องเปลี่ยนไป

Posted by kukky on ก.ค. 9, 2009 in ความรัก

ผู้ชายเปลี่ยนไปได้ยังไง ขึ้นอยู่กับเวลาครับท่าน ผู้ชายจะพูดอย่างนี้

เริ่มที่คำว่ารัก
หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ผมรักคุณ ผมรักคุณ ผมรักคุณ”
หลังจากผ่านไป 6 เดือน “อ๋อ..แน่นอน ผมยังรักคุณอยู่เสมอ”
หลังจากผ่านไป 6 ปี “ถามได้ ถ้าผมไม่รักคุณ แล้วผมจะมาแต่งงานกันคุณหาพระแสงของ้าวทำไมฟะ”

กลับจากทำงาน
หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ที่รัก ผมกลับมาบ้านแล้ว”
หลังจากผ่านไป 6 เดือน “กลับแล้ว”
หลังจากผ่านไป 6 ปี “นี่..ทำกับข้าวหรือยังเนี่ย”

รับโทรศัพท์ให้
หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ที่รักจ๊ะ มีคนอยากคุยกับคุณนะ”
หลังจากผ่านไป 6 เดือน “นี่คุณ โทรศัพท์คุณนะ”
หลังจากผ่านไป 6 ปี “รับโทรศัพท์ซะทีซิฟะ”

ทำกับข้าว
หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุณทำกับข้าวได้อร่อยขนาดนี้”
หลังจากผ่านไป 6 เดือน “แล้วเย็นนี้เราจะกินอะไรกันเนี่ย”
หลังจากผ่านไป 6 ปี “กินของเก่าอีกแล้วหรือฟะ”

ชุดใหม่
หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ว้าว..คุณดูสวยยังกะนางฟ้าตอนสวมชุดนี้เลยนะนี่”
หลังจากผ่านไป 6 เดือน “คุณซื้อชุดใหม่อีกแล้วหรือนี่”
หลังจากผ่านไป 6 ปี “ซื้อมาเท่าไหร่ละเนี่ย”

โทรทัศน์
หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ที่รักจ๊ะ..คืนนี้เราจะดูรายการอะไรกันดี”
หลังจากผ่านไป 6 เดือน “ผมชอบหนังเรื่องนี้”
หลังจากผ่านไป 6 ปี “ผมจะดูแผ่นผี ถ้าคุณไม่ชอบก็ขึ้นไปนอนซะ ผมจัดการ    เองได้”

การเมคเลิฟ

หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ที่รักจ๊ะ..คืนนี้ผมอยากนอนกอดคุณจัง”
หลังจากผ่านไป 6 เดือน “ไว้วันหลังก็แล้วกันนะ ผมเหนื่อยมากแล้ว”
หลังจากผ่านไป 6 ปี “นี่ขยับไปฝั่งโน้นได้ไหม เหม็นเบื่อจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว”.

ข้อความจาก FWD เมล์….. ถ้ามันเป็นอย่างนี้ทุกคน .. ก็อย่ามี มันเลยดีกว่า .. ท่าจะดีที่สุด

ป้ายกำกับ:

 
0

…. แม่มด ….

Posted by kukky on พ.ย. 18, 2008 in ความรัก

เรื่องนี้ อ่านกี่ทีๆ ก็ยังชอบอยู่….

ห้ามอ่านเฉลยก่อนนะ

———————————————————-

กาลครั้งหนึ่งนาน มาแล้ว…..
อาเธอร์ถูกจับและจะประหารชีวิต
แต่กษัตริย์เสนอให้เขาเป็นอิสระ
ถ้าหากเขาสามารถตอบ
ปัญหาแสนยากข้อหนึ่งได้ถูกต้อง
อาเธอร์มีเวลาหาคำตอบ1ปีเต็มถ้าเขาตอบไม่ได้
เขาก็จะถูกประหาร’คำถามนั้นคือ ….

สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆคืออะไร?’

ปัญหาดังกล่าวช่างยากเย็นจนแม้นักปราชญ์ที่ฉลาดก็ยังงุนงง
เขากลับไปยังอาณาจักรของเขาและ
เริ่มหาคำตอบจากทุกผู้คน
แต่ไม่มีใครให้คำตอบที่น่าพอใจได้
คนส่วนมากจะแนะนำให้เขาไปปรึกษาเรื่องนี้กับยายแม่มดแก่
ซึ่งน่าจะเป็นผู้เดียวที่จะรู้คำตอบ
แต่ราคาค่าปรึกษาคงจะแสนแพง
แล้ววันสิ้นปีก็มาถึง
อาเธอร์ไม่มีทางเลือกอื่น

แม่มดตกลงจะให้คำตอบแต่อาเธอร์ต้องยอมรับเงื่อนไขแลกเปลี่ยนก่อน
นังแม่มดต้องการแต่งงานกับกาเวน
อัศวินผู้ทรงเกียรติสูงสุดของ
เหล่าอัศวินโต๊ะกลม
และเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของอาเธอร์
อาเธอร์หนุ่มถึงกับสยองขวัญ
เพราะยายแก่หลังโกงเหม็นก็เหม็น
มีฟันเหลือซี่เดียวตัวก็เหม็นเหมือนถังส้วม
ชอบทำเสียงประหลาดน่ารังเกียจ
เขาปฏิเสธที่จะให้เพื่อนรักแต่งงานกับหล่อน
ฝ่ายกาเวนพอได้รับรู้ถึงข้อเสนอนั้นเขายอมแต่งงาน
เพื่อชีวิตของอาเธอร์และการดำรงอยู่ของอัศวินโต๊ะกลม
และยายแม่มดก็ให้คำตอบต่อคำถามของอาเธอร์
‘สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆก็คือการได้เป็นตัวของตัว เอง’

ทุกคนทราบได้ทันทีว่าแม่มดได้กล่าวอมตะวาจาอันยิ่งใหญ่
และอาเธอร์ก็รอดพ้นจากการประหารแน่นอน
และก็เป็นเช่นนั้นจริง

แต่ทว่า……..งานแต่งงานของกาเวนกับนังแม่มดช่างเหลือรับจริงๆ
กาเวนสง่าผ่าเผยเช่นปกติทั้งสุภาพอ่อนน้อม
ส่วนฝ่ายนังแม่มดเฒ่านั้นออกลายนิสัยเลวสุดเดช
ทั้งกินมูมมามด้วยสองมือทั้งเรอทั้งตด
ทุกผู้คนต่างรู้สึกอึดอัดและ
แล้วยามค่ำของวันส่งตัวก็มาถึง
กาเวนได้ปลอบตนเองพร้อมรับคืนสยองเขาก้าวเขาสู่ห้องนอนวิวาห์
ช่างไม่เชื่อสายตาตนเอง!!!!
หญิงสาวแสนสวยที่สุดที่
เคยพบพานนอนรออยู่เบื้องหน้า
กาเวนงุนงง????     สาวแสนสวยเฉลยว่า
เพราะกาเวนช่างแสนดีกับหล่อน(เมื่อยามเป็นแม่มด)
ดังนั้นครึ่งหนึ่งของวันเธอจะอยู่ในสภาพพิกลพิการน่า
รังเกียจส่วนอีกครึ่งหนี่งของวันเธอจะอยู่ในร่างแสนสวยนี้
กลางวันเขาอยากให้เธอเป็นแบบไหนกลางคืนอยากให้เป็นแบบไหน?
เป็นคำถามที่ช่างโหดร้าย!!!กาเวนเริ่มคิดไตร่ตรอง
หญิงสาวสวยยามกลางวันเพื่ออวดต่อเพื่อนฝูง
แต่กลางคืนเมื่ออยู่สองต่อสองเป็นยายแม่มด?
หรือว่าเขาควรจะเลือกยายแม่มดตอนกลางวัน
แล้วได้สาวสวยเพื่อเริงระบำยามค่ำคืนดี??
เป็นคุณหล่ะ
คุณจะเลือกอย่างไร???
(กรุณาหยุดคิดสักนิดเมื่อตัดสินใจได้แล้วค่อย  scroll  ลงไปอ่านนะ )

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

เอาละ..

เมื่อได้คำตอบของคุณแล้ว
อ่านคำตอบของกาเวนที่อยู่
ข้างล่างนี้กาเวนตอบว่า
‘เขาขอมอบให้เธอเป็นผู้ติดสินใจเลือกเอง’
เมื่อเธอได้ยินดังนั้นเธอ
จึงประกาศก้องว่าเธอจะสวยตลอดเวลา
เพราะเขาได้ให้ความเคารพและให้เธอเป็นตัวของตัวเอง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
1.ผู้หญิงไม่ว่าจะสวยหรือจะน่าเกลียด ลึกๆ ข้างในเธอก็คือแม่มด

2.ผู้หญิงจะกลายร่างเป็นแม่มดหรือเป็นสาวแสนสวยเมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับความประพฤติของผู้ชาย

ป้ายกำกับ:

 
0

สิ่งธรรมดาคือสิ่งพิเศษ

Posted by kukky on มี.ค. 12, 2008 in ความรัก

เมื่อวานได้รับ FWD เมล์มา อ่านแล้วมันจริงซะยิ่งกว่าจริง ลองอ่านดูนะ เพราะมันทำให้เราได้มองอะไรอีกด้าน ซึ่งมันเยี่ยมมากๆ เลยอ่ะ

—————————————————————————————————————

บางครั้งในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกว่ามีหน้าที่หลายอย่างที่เรา “ต้อง” ทำ ทั้งๆ ที่ขี้เกียจแสนขี้เกียจ หรือเหนื่อยแสนเหนื่อยแล้วจากการทำงาน

เช่นการล้างจาน การท่อง หนังสือ การจดจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แถมพ่อแม่หลายท่านในปัจจุบันนอกจากทำงานเหนื่อยแล้วยังต้อง มานั่งรับส่งลูกเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์อีก…เวลานั่งรอบางครั้งก็เหนื่อยจนลืมชื่นใจความเก่งความน่ารักของลูก

สิ่งของเหล่านี้ดูธรรมดาและดูเหมือนเป็น “หน้าที่” ที่เราต้องกระทำ ทั้งๆ ที่บางครั้งทำให้เราหงุดหงิดพอควรเลย…ตัวหนูดีเป็นคนเกลียดการล้างจานมากเพราะไม่ชอบความเหนอะของคราบอาหารและความสากมือหลังจากล้างจานเสร็จ

ถึงขนาดมีกฎประจำใจเลยว่าผู้ชายคนไหนจะมาขอหนูดีแต่งงาน หนูดีจะให้ล้างจานให้ดูก่อน…แถมอาจมีการเซ็นสัญญากันว่าหนูดียินดีทำอาหารทุกชนิดแต่ฝ่ายชายต้องรับอาสาเป็นผู้ล้างจาน…จนกระทั่งวันหนึ่งหนูดีได้ไปปฏิบัติธรรมในวิถีเซน

การไปอยู่วัดครั้งนั้น ทุกคนต้องล้างจานเอง…พระสอนว่า เวลาล้างจานเราต้องการอะไรจากการล้างจาน…คำตอบของพวกหนูดี คือ เราต้องการให้จานสะอาด (แหมถามอะไรตอบง่ายอย่างนี้ ก็มันชัดเจนอยู่แล้วใช่ไหมคะ)…แต่ท่านบอกว่า ตอบผิดค่ะ …อ้าว ถ้าไม่อยากให้จานสะอาดแล้วจะล้างไปทำไมคะ หนูดีงงมาก…

ท่านตอบว่า จากนี้ไป ขอให้ล้างจาน เพื่อล้างจานได้ไหม… ทำไมต้อง “ล้างจานเพื่อล้างจาน”

กว่าหนูดีจะเข้าใจและทำได้ก็ผ่านไปจากนั้นนานแสนนาน และทุกวันนี้หนูดีก็ยังฝึกเป็นประจำ…เคล็ดอยู่ตรงนี้เองค่ะ

หากเราล้างจานเพื่อต้องการให้จานสะอาด ก็เหมือนกับเราโยนทิ้งปัจจุบันแล้วรอให้ความสุขเกิดขึ้นในอนาคตแต่ปัจจุบันคือความทุกข์ที่ต้องอยู่กับจานสกปรก เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อจานสะอาดแล้วเท่านั้น ….สรุปว่าใช้ชีวิตแค่กับเป้าหมาย รอให้เป้าหมายเป็นผลแล้วค่อยยอมปล่อยใจให้เป็นสุข

แต่หากเราเปลี่ยนมาเป็นทำใจให้สุข ในขณะล้างจาน จิตจดจ่อ อยู่กับน้ำ ฟองน้ำและจาน…เป็นสุขอยู่ ตรงนั้นซึ่งหลังจากครั้งแรก พระท่านก็สอนที่สูงขึ้นไปอีกว่า จินตนาการดูสิว่าจานเป็นพระพุทธรูปและเรากำลังชำระล้างท่านให้สะอาดอยู่…น่ารักมากเลยค่ะ ไม่เห็นต้องรอวันสงกรานต์แล้วค่อยสรงน้ำพระถ้าคิดอย่างนี้ได้ความสุขเล็กๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดวัน ในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข…

หนูดีคิดว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่างวิถีและ เป้าหมายก่อน…คนส่วนใหญ่มัก เอาความสุขไปผูกไว้กับ “เป้าหมาย” แต่หลงลืมว่า เวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตอยู่ที่ “วิถี” ในการ ไปถึงเป้าหมายนั้น

เหมือนเมื่อก่อนหนูดีตั้งเป้าไว้ว่า จะเรียนให้ได้คะแนนดีๆให้ได้เกียรตินิยม…และระหว่างภาคเรียนจะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนหนูดีไม่มีหวั่นเพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก…

พอสอบเสร็จโล่งอกสบายใจ ได้เกรดดีๆ ก็ดีใจอยู่แผล็บเดียวเดี๋ยวก็เปิดเทอมอีกแล้ว…จะเป็นจะตาย ต่อไปอีกเทอม…พอมาดูจริงๆ แล้วเรียนปริญญาตรีเราจะได้เห็น เกรดตัวเองหลักๆ ก็ 8 ครั้ง โอ้โห

เวลา 4 ปี จะยอมให้ตัวเองมีความสุขใหญ่ๆ แค่ 8 ครั้ง ก็ดูเป็นชีวิตที่เศร้าสร้อยไปหน่อยนะคะ

ดังนั้น การกลับมาปรับ “วิถี” ให้เรามีสุขขึ้นในระหว่างทางกลับทำให้ดัชนี ความสุขมวลรวมของชีวิตเราพุ่งสูงขึ้นอีกมาก เมื่อหารเฉลี่ยแล้วทั้งชีวิตเราน่าจะมีความสุขขึ้นอีกมากนะคะ …

เดี๋ยวนี้หนูดีเลยมีกฎในการใช้ชีวิตว่า “วิถีคือเป้าหมาย” พูดง่ายๆ ว่า การทำใจให้สุขเป็น ประจำวัน มีสุขในวิถี นั่นแหละคือเป้าหมายของหนูดี ส่วนเป้า หมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่ค่ะ ไม่ได้ทิ้งหายไปไหน

หนูดียังคงวางแผนชีวิตและมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม…อาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวหนูดีคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมคนอื่นๆ ในสังคมเข้ามาอีกด้วย และหนูดีไม่รอให้ “เป้าหมายสำเร็จ” แล้วค่อยเป็นสุข…ไม่มีกฎอะไรกำหนดนี่ คะว่าต้องรอ ก็เลยขอเป็นสุขเรื่อยๆ ดีกว่า

ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูดเรื่องนี้ไว้ดีมาก…หนูดีเอามาเขียนเตือนใจตัวเองหน้า หนังสือ “ขอบคุณสรรพสิ่ง” ที่เขียนก่อนนอนเลยค่ะว่า “ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บน อากาศ แต่ปาฏิหาริย์คือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุก ย่างก้าว”

หนูดีเห็นด้วยอย่างมาก เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง “ธรรมดา” เช่น ตื่นมาอาบน้ำ
แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กิน อาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ

ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้าภรรยา หรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ… หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ…ใช่ค่ะ เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคน ธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ “ธรรมดา” นี้หมดไปล่ะคะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็ง เม็ดเลือดขาว หรือสามีเราถูกรถชนตาย หรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ…เรื่องก็จะ “ไม่ธรรมดา” ไปในทันที

และในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดาย ความ “ธรรมดา” จนใจแทบจะขาด…หนูดีไม่ได้พูดเองเออเองนะคะ แต่เพราะหนูดีอยู่ในอาชีพที่ได้เห็นความพลัดพรากสูญเสียในครอบครัวมาเยอะมาก

จนเกิดเป็นกฎประจำใจเลยว่า ให้เรารีบชื่นชมกับความ “ธรรมดา” ที่เรามีและใช้ชีวิตประหนึ่งว่า สิ่งนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่ พิเศษที่สุดแล้วค่ะ

วันนี้ หนูดีขอชวนแฟนๆ คอลัมน์ลองมองหาสิ่ง ธรรมดาๆ สักสองสามสิ่งที่เรามอง ข้ามไปแล้วลองคิดขอบคุณเขาไหมคะ เช่น

วันนี้เราไม่ปวดฟันเลย ขอบคุณฟันที่อยู่อย่างปกติ

หรือวันนี้ ลูกของเรายังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เรามีความสุขจัง

หรือแม้แต่วันนี้รถของเรายังไม่ถูกชน โชคดีจังเลย…

เรื่องสุดท้ายนี่หนูดีคิดเป็นประจำเลยค่ะ เพราะในโลกนี้หนูดีเป็นหนึ่งในคนที่รถชอบโดนชนประจำขนาดขับช้าเหมือนเต่าคลาน ดังนั้น หากวันไหนรถหนูดีอยู่ในสภาพสมบูรณ์แค่ได้มองเห็น ก็เป็นสุขแล้วค่ะ

สุขสันต์วันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่งนะคะ

ขอให้ทำงานอย่างเป็นสุข.. .

ป้ายกำกับ:

SuperbHosting.net provides affordable managed dedicated server solutions.
No Credit Auto Loan | Colon Cleanse | Car Auto Loan